เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 3 (จบ)

จากตอนที่ 1 และ 2 เราได้เรียนรู้ไปแล้วว่าเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยผลจากแรงทั้ง 3 คือ

Image
1. Productivity Growth (หรือกราฟความขยันที่ชันเป็นเส้นตรง ยิ่งชันมากยิ่งสามารถหาเงินได้มาก) แรงนี้ค่อนข้างคงตัว จึงไม่มีผลกับความผันผวนของเศรษฐกิจมากนัก

2. Short-Term Debt Cycle หรือ วัฎจักรหนี้ระยะสั้น เมื่อมีเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดวัฎจักรขึ้น การกู้ยืมเงินทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อยับยั้งการกู้ยืมเงินให้เศรษฐกิจชะลอตัว
เมื่อเศรษฐกิจถดถอยและเกิดปัญหาเงินฝืด ธนาคารจึงปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอีกครั้ง เป็นวัฏจักรไป โดย 1 รอบวัฎจักรจะกินเวลาประมาณ 5-8 ปี

3. Long-Term Debt Cycle หรือ วัฎจักรหนี้ระยะยาว ต่อมาจากวัฎจักรหนี้ระยะสั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์จะให้ถึงแม้จะมีการขยายตัวและหดตัวของเศรษฐกิจสลับกันไปมา แต่โดยเฉลี่ยแล้วเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจจะขยายตัวจนถึงจุดที่รายรับไม่สามารถเติบโตได้ทันหนี้สินที่พอกพูนขึ้น เศรษฐกิจจะหดตัวอย่างหนัก จนถึงภาวะที่ต้องลดหนี้สิน หรือเรียกว่า Deleveraging
เมื่อหนี้สินถูกลดจนถึงระดับที่เหมาะสม เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง จึงจะครบวัฎจักรซึ่งกินเวลานานราว 75-100 ปี

ถ้าใครยังไม่ได้อ่านทั้ง 2 ตอนก่อนหน้านี้ ขอให้ไปอ่านก่อน เพื่อความเข้าใจ ใช้เวลาน้อยมาก อ่านเพลินๆ แปปเดียวเอง
เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 1  และ
เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 2

เมื่อตอนที่ 2 เราค้างไว้ที่ช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะยาว ช่วงที่มีหนี้สินพอกพูนสูงขึ้นจนมันโตเร็วกว่ารายรับ จุดนั้นเป็นจุดที่ทุกคนเจ็บปวดจากช่วงขาลง ไม่มีเครดิตให้กู้ยืมอีกต่อไป ตลาดหุ้นก็พัง สินทรัพย์ที่ถืออยู่ก็ราคาตก และแม้ว่าธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะปัญหานั้นอยู่ที่จำนวนหนี้สินที่มากเกินไปนั่นเอง
และตอนที่ 3 นี้จะพูดถึงการแก้ปัญหาจำนวนหนี้สินในช่วง Deleveraging นั่นเอง

8. ลดหนี้ : ลดค่าใช้จ่าย

แน่นอนพอเป็นหนี้แล้ว ทุกคนไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล, ธุรกิจหรือรัฐบาล ต่างก็รัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ เมื่อทำแบบนี้ทุกคนคิดว่าจะทำให้หนี้ที่มีลดลง แต่แท้จริงแล้วรายจ่ายของคนหนึ่งก็เป็นรายรับของอีกคนหนึ่ง การลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้จะทำให้รายรับลดลงตามและลดลงรวดเร็วจนทำให้ปัญหาหนี้สินมันแย่ลงกว่าเดิมอีก
ธุรกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ทำให้การว่าจ้างงานลดลง เกิดปัญหาอัตราว่างงาน (Unemployment rate) มากขึ้น

ดังนั้นการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้แก้ปัญหาหนี้สินได้ ต้องมีการใช้วิธีอื่นประกอบด้วย

9. ลดหนี้ : ปรับโครงสร้างหนี้

ช่วงวิกฤตแบบนี้ ผู้ยืมมักจะไม่มีความสามารถที่จะจ่ายหนี้คืนให้กับผู้ให้ยืม เราต้องไม่ลืมว่าหนี้สินของผู้ยืมนั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์ให้กับผู้ให้ยืม
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราให้เพื่อนยืมเงินไป 1,000 บาท เท่ากับว่าเพื่อนมีหนี้ 1,000 บาท และเราก็มีสินทรัพย์ 1,000 บาทเช่นกัน (เมื่อเราให้เพื่อนยืม เงินได้ถูกแปลงสภาพไปเป็นเครดิตแทน) เมื่อถึงเวลาที่ต้องคืนเงิน แต่เพื่อนเราไม่มีเงินจ่ายสักบาท สินทรัพย์มูลค่า 1,000 บาทของเราจะสูญสลายไปทันที

ในช่วงวิกฤต ผู้ให้ยืมรู้ดีว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงตกลงที่จะปรับโครงสร้างหนี้ให้
การปรับโครงสร้างหนี้หมายถึงผู้ให้ยืมยินยอมให้ผู้ยืมจ่ายหนี้จำนวนน้อยลง, จ่ายหนี้ได้ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น หรือจ่ายหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง
ผู้ให้ยืมคงคิดว่า กำขี้ดีกว่ากำตด

เมื่อยินยอมปรับโครงสร้างหนี้ให้ลดลง หนี้มันน้อยลงทันตาเห็นเลยก็จริง แต่หนี้สินของผู้ยืมนั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์ให้กับผู้ให้ยืม เหมือนกับว่าเราตกลงกับเพื่อนคนเดิมให้จ่าย 500 บาทพอ สินทรัพย์ในมือผู้ให้ยืมจะก็ลดลงทันตาเห็นเช่นกัน  ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดและทำให้ปัญหาหนี้สินแย่ลงเช่นเดียวกับการลดค่าใช้จ่าย

gov

รัฐบาลเองก็ได้รับผลกระทบหนักไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป หรือธุรกิจ การใช้จ่ายที่น้อยลงในช่วงวิกฤต ทำให้ทุกคนมีรายรับน้อยลง ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง แถมรัฐบาลยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะต้องนำเงินไปสนับสนุนผู้ว่างงานที่มีอัตราเพิ่มขึ้น
นอกจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แล้ว รัฐบาลต้องนำเงินไปใช้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการใช้จ่ายเงินให้มากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้จ่ายที่หายไปของประชาชน รัฐบาลมีรายรับน้อยลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) ที่เรามักจะได้ยินในข่าวอยู่บ่อยๆ

สถานการณ์ขาดดุลงบประมาณแบบนี้ รัฐบาลมีทางออก 2 ทาง คือ เพิ่มภาษีและกู้เงิน
ซึ่งการมีบทบาทของรัฐบาลทั้งการเพิ่มภาษีและการกู้เงินนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งจะอธิบายในข้อถัดไป

10. ลดหนี้ : การกระจายความมั่งคั่ง

การแก้ปัญหาในช่วงวิกฤต สถานการณ์การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลนั้น สามารถทำได้โดยการเพิ่มภาษี แต่การเพิ่มภาษีในช่วงนี้ คงไม่เป็นผล เพราะแต่ละคนส่วนใหญ่ก็กำลังลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่รัฐบาลสามารถเรียกเงินได้ คนกลุ่มนั้นคือ คนรวย นั่นเอง

รัฐบาลต้องการเงิน ในขณะที่เงินจำนวนมากก็ไปกระจุกอยู่กับคนจำนวนหนึ่งของประเทศ รัฐบาลจึงเพิ่มภาษีกับคนกลุ่มนี้ เพื่อกระจายเงินออกจากคนรวย ไปช่วยเหลือคนที่มีเงินน้อยกว่า

ประเด็นเรื่องความมั่งคั่งที่กระจายอย่างไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ประเทศก็เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่มาก
อย่างในสหรัฐอเมริกา คน 1% ของประเทศ ถือครองความมั่งคั่งจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศรวมกัน
ในไทยก็มีไม่แพ้กัน ทรัพย์สินรวมนักการเมือง 500 ครอบครัวรวมกันมีมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท เทียบเท่ากับทรัพย์สินรวมของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน

ศึกษาเรื่องความไม่เท่าเที่ยมทางเศรษฐกิจได้ที่:
Wealth Inequality in America และ 8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย

ในช่วงวิกฤตแบบนี้คนรวยจะถูกบีบจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ราคาสินทรัพย์ก็ลดลง คนที่มีเงินน้อยกว่าก็ไม่พอใจกลุ่มคนรวยเหล่านี้ กลุ่มคนรวยก็ไม่พอใจที่ถูกบีบและถูกเพิ่มภาษีเช่นกัน
ถ้าหากไม่มีการควบคุมที่ดี อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคม ไม่ใช่แค่เพียงความวุ่นวายภายในประเทศ แต่อาจเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั่นคือระหว่างประเทศที่กู้ยืมเงินและประเทศที่ให้กู้ยืมนั่นเอง ความวุ่นวายนี้อาจส่งผลรุนแรงและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

อันที่จริงแล้ว ต้นตอของวิกฤตนี้เกิดจากการสูญหายไปของเครดิต เมื่อเครดิตที่ทุกคนมีหายไป ทำให้เหลือแต่เงิน ซึ่งไม่เพียงพอ ทุกคนต่างต้องการเงินมาใช้จ่าย และธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินได้

11. ลดหนี้ : พิมพ์เงิน 

4way

หลังจากที่ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยจนเป็น 0% แล้ว สิ่งที่ทำถัดไปคือการพิมพ์เงิน
ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินออกมาใช้ง่ายๆ เลยครับ เงินที่พิมพ์ออกมาจะนำมาใช้ซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและพันธบัตรรัฐบาล
การพิมพ์เงินมาซื้อสินทรัพย์และพันธบัตรนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี 1933 และวิกฤตเศรษฐกิจล่าสุดปี 2008 รวมทั้งอังกฤษและในยุโรปก็ทำในลักษณะเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย, การปรับโครงสร้างหนี้ และการกระจายความมั่งคั่ง ทั้ง 3 วิธีก่อให้เกิดภาวะเงินฝืด แต่การพิมพ์เงินไปซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางนี้เป็นวิธีที่ทำให้เงินเฟ้อ ช่วยเพิ่มราคาให้สินทรัพย์และทำให้คนที่ครอบครองสินทรัพย์กลับมาอยู่สถานะที่สามารถกู้เงินได้อีกครั้ง (Creditworthy)

และด้วยการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและธนาคารกลาง จะสามารถช่วยคนที่ไม่มีสินทรัพย์ได้ โดยการใช้เงินที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล
รัฐบาลเองจะมีเงินมาใช้จ่าย นำไปทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการสนับสนุนการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ และการสนับสนุนเงินให้แก่ผู้ว่างงาน
เมื่อทุกคนมีรายรับมากขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาล จะทำให้ปัญหาหนี้สินที่มีบรรเทาลง

สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ทำให้คำว่า QE (ย่อมาจาก Quantitative Easing) เป็นที่รู้จัก
มันก็คือนโยบายในการพิมพ์เงินเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและพันธบัตรรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน แบบที่ได้อธิบายให้ฟังข้างบนนี่แหละ ต่อจากนี้เมื่อได้ยินข่าว FED (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ปรับลดปรับเพิ่ม QE คงจะเข้าใจมากขึ้นมันเป็นสัญญาณบงบ่อกว่าเศรษฐกิจกำลังดำเนินไปทิศทางใด

ทั้ง 4 วิธีที่พูดถึงนี้ 3 วิธีเป็นวิธีที่ทำให้เงินฝืด (Deflationary) และ 1 วิธีทำให้เงินเฟ้อ (Inflationary) การแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ไม่มีทางออกแค่ทางเดียว แต่ต้องใช้ทั้ง 4 ทางประกอบกัน เพื่อทำให้ภาวะเงินอยู่ในสมดุล ไม่ฝืดและไม่เฟ้อ
นั่นแหละจะทำให้เกิดภาวะที่ Ray Dalio ใช้คำว่า A Beautiful Deleveraging คือ การลดหนี้ได้อย่างสวยงาม

balance

แม้ว่าปัญหาหนี้สินจะทำให้เกิดความยากลำบาก แต่ถ้าสามารถจัดการกับมันอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี
หนี้สินที่มีลดลงสอดคล้องกับรายรับที่ลดลง เศรษฐกิจยังเติบโต และไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ เมื่อหนี้สินบรรเทาลง ทุกคนมีรายรับมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น เริ่มกู้ยืมเงินได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอย่างปกติอีกครั้ง

นี่แหละครับ วัฎจักรหนี้ระยะยาว 1 รอบ

11. ยังไงต่อ?

3 แรงที่มีผลต่อเศรษฐกิจ Productivity Growth (กราฟขยัน), วัฎจักรหนี้ระยะสั้น และวัฏจักรหนี้ระยะยาว เราได้เรียนรู้ไปหมดแล้ว หากย้อนกลับไปดูกราฟที่ผสมกันแล้วด้านบน การนำแรงทั้ง 3 แรงมาประกอบกันจะช่วยให้เรารู้ว่าเศรษฐกิจเพิ่งผ่านอะไรมา ตอนนี้อยู่ที่จุดไหน และกำลังจะเดินทางไปทางไหน

Image

ทุกวันนี้เรารับข่าวเศรษฐกิจมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมโยงไม่ได้ว่าข้อมูลที่รับมามีความหมายอย่างไร ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

การประเมินว่า GDP หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศปีนี้จะตกต่ำหรือเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็น Productivity Growth ของประเทศ อัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางบ่งบอกว่าอยู่จุดใดของวัฎจักรหนี้ระยะสั้น หนี้สินต่อ GDP ของประเทศก็แสดงให้เห็นว่าเราอยู่ที่จุดไหนของวัฎจักรหนี้ระยะยาว ประกอบกับอัตราว่าจ้างงาน อัตราคนว่างงานก็เป็นตัวชี้วัดได้เหมือนกัน
ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ ถ้าหากเรารู้ว่าภาพรวมมันคือภาพอะไร เราก็สามารถเอามาต่อกันได้ไม่ยาก

เรายังสามารถประเมินอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง ทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น
โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท นั้นเหมาะสมหรือไม่
หลังจากรู้เรื่องนี้แล้ว เราสามารถเอา GDP ของประเทศมาเปรียบเทียบ ดูว่าหนี้เทียบกับ GDP มีจำนวนมากน้อยเพียงใด เปรียบเทียบกับหนี้ของประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ก็คงเป็นตัวช่วยที่ทำให้สามารถประเมินอะไรได้มากขึ้น สรุปโครงการว่ามันเหมาะสมหรือไม่อย่างมีเหตุมีผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มากขึ้น
การแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างมีเหตุผล อ้างอิงหลักวิชาการอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ครับ

แล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในหุ้น เก็งกำไรจากสินทรัพย์จำพวกบ้านหรือที่ดิน ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจนี้ คงเป็นประโยชน์ในการประเมินสถานการณ์ในอนาคตไม่น้อย และช่วยให้ขยับตัวได้ทัน เมื่อได้รับข่าวที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ

ray

สุดท้ายนี้ Ray Dalio อาจารย์ของเรา ฝากกฎไว้ 3 ข้อให้เราใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
1. อย่าให้หนี้พอกพูนเร็วกว่ารายรับ
2. อย่าให้รายรับโตเร็วกว่ากำลังผลิต (Productivity) อธิบายเพิ่มเติมคือ เศรษฐกิจที่ดีจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างรายรับกับการทำงาน เราควรจะมีรายรับมากเมื่อทำงานมาก เศรษฐกิจสามารถเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อได้ถ้าหากรายรับเรามีมากขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานเพิ่มเลย
3. ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเพิ่มกำลังผลิต (Productivity) ของคุณ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ให้ผลในระยะยาว

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคนทั้ง 3 ตอน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ฝากแบ่งปันเนื้อหานี้ให้ไปถึงคนอื่นๆ มาก ผ่าน facebook หรือ social network อื่นๆ 
ใครที่อยากอ่านฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่นี่
Ray Dalio:How the Economic Machine Works [PDF] 

ขอบคุณรูปภาพจากคลิป
How the Economic Machine Works และ Business Insider
รวมถึงหนังสือประกอบ A Random Walk Down Wall Street โดย Burton G. Malkiel 

อย่าลืมกด Like page คุณต้องรู้เรื่องนี้ที่แถบทางขวามือ หรือตามลิงค์ข้างล่างนี้
Facebook Page: คุณต้องรู้เรื่องนี้
ไว้เจอกันใหม่คอลั่มน์หน้าครับ

เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 2

ธนาคารและสถาบันการเงินใหญ่ๆ มีการจัดทำบทความอธิบายถึงรูปแบบเศรษฐกิจ อธิบายถึงวิธีการทำงานของเศรษฐกิจ  FED (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) เองก็มีการนำเสนอรูปแบบเศรษฐกิจที่มีทฤษฎีรองรับ เป็นรูปแบบที่ทันสมัย มีเหตุมีผลตามหลักการเงินและเศรษฐศาสตร์เช่นกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบเศรษฐกิจของ FED กลับพังทลายลง มันถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นจริงผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2008
JP Morgan สถาบันการเงินชื่อดังและ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็ล้มเหลวในลักษณะนี้เช่นกัน

แต่รูปแบบเศรษฐกิจที่เรากำลังอ่านอยู่นี้ยังคงเป็นจริง และสามารถผ่านวิกฤตเศรษฐกิจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถูกจัดทำโดย Ray Dalio ซึ่งได้พูดถึงเค้าไปแล้วในตอนที่ 1

เราได้รู้จักกับแรงขับของเศรษฐกิจไปแล้ว 2 แรง นั่นคือ Productivity Growth และ Short-Term Debt Cycle จากตอนที่ 1 ถ้าใครยังไม่ได้อ่านละก็ ขอแนะนำให้กดลิงค์ข้างล่างนี้เข้าไปอ่านก่อน เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐาน ไม่งั้นแล้วหลังจากบรรทัดนี้ คงจะอ่านไม่รู้เรื่อง ใช้เวลาไม่นานและเข้าใจไม่ยากครับ

เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 1

5. ธรรมชาติของมนุษย์ทำให้เกิดอีกวัฎจักรหนึ่ง

หากเราย้อนกลับไปดูเรื่องวัฎจักรหนี้ระยะสั้น (Short-term Debt Cycle) ที่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจมีการขึ้นและลงเป็นรอบๆ ทุก 5-8 ปี การขึ้นและลงของมันนั้น จะไม่ได้ขึ้นและลงด้วยจำนวนที่เท่าๆ กัน แต่เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตขึ้นมากกว่าวัฎจักรรอบที่แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติของมนุษย์ชอบที่จะกู้ยืมและใช้เงิน มากกว่าการชำระหนี้นั่นเอง
จำคำสำคัญในตอนที่ 1 ข้อที่ 1 ไว้ว่า การใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกู้ยืมเงินมากกว่าการจ่ายหนี้จึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ทำให้มีหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน (ดูรูปประกอบ เส้นที่เป็นคลื่นนั่นคือการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจตามวัฎจักรหนี้ระยะสั้น ถึงแม้ว่าจะขึ้นและลงตลอด แต่ตอนขึ้นมันขึ้นมากกว่าตอนลง โดยเฉลี่ยเลยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ)

debtrise

ด้วยเหตุผลที่กล่าวนี้ ทำให้ในระยะยาว หนี้สินจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เราเรียกสิ่งนี้ว่า วัฎจักรหนี้ระยะยาว (Long-term Debt Cycle) มันมีลักษณะอย่างไร? เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจในวัฎจักรนี้บ้าง จะอธิบายในข้อถัดไป

6. ความสุขในช่วงขาขึ้นของวัฎจักรหนี้ระยะยาว (Long-term Debt Cycle)

จากที่บอกไว้ว่าธรรมชาติมนุษย์ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้เกิดหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทุกคนจะมีหนี้ติดตัวเพิ่มขึ้น ผู้ให้กู้ยืมเงินก็ยังคงยินดีปล่อยให้มีการกู้ยืมเงินได้สบายๆ ทำไมล่ะ?

ทุกคนต่างสนใจแค่ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้มันกำลังเติบโต รายรับก็มากขึ้น ราคาสินทรัพย์อย่างบ้านหรือคอนโดก็ขึ้น หุ้นก็ขึ้นเอาขึ้นเอา เศรษฐกิจมันกำลังบูม ทุกคนต่างใช้เงินที่กู้ยืมมาซื้อสิ่งต่างๆ ทั้งสินค้าและบริการ จนกระทั่งลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ต่างๆ การใช้เงินที่กู้ยืมมาในลักษณะนี้ เราเรียกมันว่า ฟองสบู่ นั่นเอง

debtburden

ถึงแม้ว่าหนี้ของแต่ละคนจะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ รายรับของพวกเค้าก็เพิ่มตาม ทำให้ภาระหนี้สินยังสามารถจัดการได้ นอกจากรายรับที่เพิ่มขึ้นแล้ว ราคาของสินทรัพย์ที่ครอบครองอยู่ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือราคาบ้านต่างก็ขึ้น ช่วยถ่วงดุลกับภาระหนี้สินที่มี คนที่มีรายรับมากและครอบครองสินทรัพย์ราคาสูง ถึงแม้จะมีหนี้สินมาก ก็ยังถือว่าอยู่สถานะที่สามารถกู้ยืมเงินได้ (Creditworthy)
แต่มันไม่สามารถเป็นแบบนี้ได้ตลอดไป

7. ความเจ็บปวดในช่วงขาลง

เมื่อเวลาผ่านไป หนี้สินจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดๆ หนึ่ง ภาระหนี้สินที่จะต้องจ่ายคืนจะเพิ่มขึ้นจนรายรับเพิ่มตามไม่ทัน ทุกคนจำเป็นต้องเจียดเงินไปใช้หนี้ ทำให้มีเงินไปใช้จ่ายกันน้อยลง และย้อนกลับไปยังสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 1 เลย ที่ว่า การใช้จ่ายของคนหนึ่งจะเป็นรายรับของอีกคนหนึ่ง ทุกอย่างจึงถูกกระทบทันทีเมื่อการใช้จ่ายลดลง

ก่อนหน้านี้เป็นช่วงขาขึ้นของวัฎจักรหนี้ระยะยาว ต่อจากนี้จะเป็นช่วงขาลงแล้ว
เหตุการณ์ช่วงขาลงนี้ มีชื่อเรียกที่เราได้ยินกันบ่อยว่า ฟองสบู่แตก

longtermdebtpeak usdebt

สุดท้ายแล้วหนี้สินที่พอกพูนขึ้นต้องมีจุดที่ต้องหยุดและแก้ไข สหรัฐอเมริกา, ยุโรปและอีกหลายๆ ประเทศได้มาถึงจุดสูงสุดนี้ในปี 2008 และเคยเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นไปแล้วในปี 1989 เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เศรษฐกิจจะมาถึงภาวะที่ต้องลดหนี้สินลง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Deleveraging 

เหตุการณ์ที่เล่ามาทั้งหมดตั้งแต่ข้อ 5 นี้เป็นวัฎจักรหนี้ระยะยาว (Long-term Debt Cycle) มีทั้งช่วงขาขึ้นและขาลง ชี้วัดด้วยจำนวนหนี้สิน วัฎจักรหนี้ระยะยาวนี้กินเวลาราว 75-100 ปี ถือว่าใช้เวลานานพอสมควรกว่าหนี้จะทับถมจนสร้างปัญหา

ในภาวะที่หนี้สินมากเกินไป หรือ Deleveraging ทุกคนจำเป็นต้องลดรายจ่ายลง รายรับก็ลดลงตาม ไม่มีเครดิตให้กู้ยืมอีกต่อไป ราคาสินทรัพย์อย่างบ้านหรือคอนโดก็ตกลง ธนาคารถูกบีบจากผู้ฝากและผู้กู้เงิน ตลาดหุ้นพังทลาย จนอาจเกิดความตึงเครียดในสังคม

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปครับ จากที่เล่าไว้ข้างบนว่า ทุกคนต้องจ่ายหนี้เพิ่ม ทำให้เหลือเงินไปจ่ายน้อยลง
ใช้จ่ายกันน้อยลง รายรับก็น้อยลงตาม
รายรับน้อยบวกกับหนี้เยอะ ทำให้ทุกคนไม่สามารถกู้เงินได้ (Not Creditworthy) อีกต่อไป
เมื่อไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายหนี้ได้อีกต่อไป จะทำไงดีล่ะ?

คนส่วนใหญ่ในช่วงขาขึ้นที่ผ่านมาจะลงทุนซื้อสินทรัพย์ (หรือฟองสบู่) เอาไว้
และเพื่อที่จะจ่ายหนี้ที่มีนี้ ทุกคนถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์เหล่านี้
แต่การเร่งรีบขายสินทรัพย์ในช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะยาวนี้ มันให้ทำล้นตลาด เมื่อผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ราคามันเลยตกฮวบฮาบ
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่ตลาดหุ้นพังทลายลง
สินทรัพย์ราคาลดลงแบบนี้ ยิ่งทำให้ผู้ครอบครองนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะกู้เงินมากเข้าไปอีก

การใช้จ่ายลด > รายรับลด > ความมั่งคั่งลด > เครดิตลด > การกู้ยืมลด แล้วก็ย้อนกลับไปที่การใช้จ่ายลดลง ต่อเนื่องกันไป

 viscouscycle

ถ้ายังจำในตอนที่ 1 กันได้ สถานการณ์แบบนี้ มันก็คล้ายคลึงกับช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะสั้น ที่เป็นช่วงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) นั่นเอง แต่ส่วนที่แตกต่างกันคือ การลดอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ได้

ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย หรือช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะสั้น ธนาคารกลางสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นการกู้ยืมเงินและการใช้จ่าย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง (สามารถอ่านทวนแบบเต็มๆ ในตอนที่ 1)
แต่ในช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะยาวนั้น ธนาคารได้ปรับดอกเบี้ยให้ต่ำ จนเท่ากับ 0% ไปแล้ว ก็ยังไม่ทำให้การกู้ยืมกลับมาดีอีกครั้ง แถมปัญหาเกิดขึ้นคือการมีหนี้มากเกินไป ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด

0percentrate

สหรัฐอเมริกาก็เคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนเหลือ 0% ไปแล้วในช่วงปี 1930 และอีกครั้งก็คือช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมานี้ในปี 2008

ถ้าลดดอกเบี้ยไม่ช่วย แล้วจะแก้ไขสถานการณ์ที่ย่ำแย่แบบนี้ยังไงดีล่ะ ?

ติดตามต่อไปในตอนที่ 3 ละกันครับ เพราะเนื้อหายังมีอีกเยอะพอสมควร เดี๋ยวจะเบื่อกันไปซะก่อน

อ่านต่อตอนที่ 3

SOURCE: Brigewater Associates

เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 1

“เศรษฐกิจ” เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่คงไม่ยากเกินไปหากได้อ่านบทความนี่ เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจไม่ดี มีลักษณะยังไง? แล้วเราจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ยังไง?  ไม่ยากอย่างที่คิดครับ

Ray Dalio นักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้จัดทำบทความเพื่ออธิบายและให้ความเข้าใจถึงรูปแบบของเศรษฐกิจ โดยเปรียบเศรษฐกิจว่าเหมือนกับเครื่องจักร หลายคนไม่เข้าใจถึงการทำงานของมัน ทำให้เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็น (อย่างเช่นวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2008)
อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงมุมมองจากนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรที่ถูกต้อง 100% เสมอไป ขอให้ผู้อ่านทุกคนประเมินคุณค่าและความน่าเชื่อถือของมันด้วยตัวคุณเอง

ประวัติและความสำเร็จของ Ray Dalio

ผมเองไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ มีความรู้เรื่องการเงินอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ศึกษารูปแบบเศรษฐกิจนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เข้าใจการกระทำของธนาคารกลางของทั้งสหรัฐฯ, ไทย และอีกหลายๆ ประเทศ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถประเมินได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลและธนาคารกลางประเทศต่างๆ กำลังกระทำอยู่นั้น จะส่งผลดีผลเสียอย่างไรกับเศรษฐกิจของประเทศ

1. เศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการซื้อขาย

การซื้อขาย (Transactions) คือหน่วยที่เล็กที่สุดของเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากผู้ซื้อที่ให้ เงิน (หรือเครดิต) กับผู้ขายที่ให้สินค้า, บริการ หรือสินทรัพย์ทางการเงิน เป็นการแลกเปลี่ยน ทุกๆ ครั้งที่เราซื้อของ เราสร้าง Transactions ขึ้นมา
เมื่อรวมการซื้อขายสินค้าชนิดเดียวกันเป็นจำนวนมากๆ เราจะเรียกว่า ตลาด เช่น ตลาดรถ, ตลาดทอง หรือตลาดหุ้น เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นระดับคนธรรมดา, ระดับธุรกิจ, ธนาคาร หรือรัฐบาล ก็มีการทำ Transactions ในลักษณะที่ว่าไว้ Transactions ทำให้เกิดการใช้จ่าย และการใช้จ่ายนี่แหละเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจดำเนินไป

Image

2. รู้จักกับ “เครดิต”

เครดิตจะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยผู้ให้ยืมและผู้ยืม ผู้ให้ยืมต้องการให้เงินที่มีอยู่นั้นงอกเงยมากขึ้น ส่วนผู้ยืมนั้นต้องการซื้อสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถจ่ายได้ เช่น บ้าน, รถหรือต้องการจะลงทุนเริ่มต้นทำธุรกิจ เป็นต้น การมีเครดิตขึ้น ทำให้ทั้งผู้ให้ยืมและผู้ยืมสามารถบรรลุสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ผู้ยืมจะต้องจ่ายเงินต้นที่ยืมไปบวกกับดอกเบี้ย ฉะนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูง ผู้ยืมจะมีจำนวนน้อยลง (เพราะมันแพง) ในขณะที่หากอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้ยืมจะมีจำนวนมากขึ้น (ก็เพราะมันถูก) อัตราดอกเบี้ยที่ว่านี้ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง (FED หรือเฟดที่เราได้ยินในข่าวบ่อยๆ ก็คือธนาคารกลางสหรัฐฯ ย่อมาจาก Federal Reserve นั่นเอง)

เครดิตนั้นซับซ้อนนิดหน่อย คือ เมื่อมีการสร้างเครดิตขึ้น เครดิตจะเป็นหนี้สินให้กับผู้ยืมต้องรับผิดชอบ เครดิตเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ และเป็นส่วนที่คนเข้าใจน้อยที่สุด เราจะอธิบายในข้อถัดๆ ไป

3. ยิ่งขยันยิ่งดี

ถ้าหากเราลืมเรื่องเครดิตไปซะก่อน ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อที่ 1 ว่า การซื้อขายหรือการใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Spending drives the economy.) เพราะว่าการใช้จ่ายของคนหนึ่ง คือรายรับของอีกคนหนึ่ง เงินทุกบาทที่เราใช้อยู่นั้น มันจะกลายเป็นรายรับของคนอื่น ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน เงินที่เราได้รับมา ก็มาจากการใช้จ่ายของคนอื่นๆ
ดังนั้น การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจะมาจากการใช้จ่ายที่มากขึ้น การเพิ่มการใช้จ่ายให้มากขึ้นได้นั้น จะต้องเพิ่มรายรับให้ได้ ซึ่งทางเดียวที่จะเพิ่มได้ (บนโลกที่ไม่มีเครดิต) คือ ทำงานให้หนักขึ้น ดังนั้นแรงขับเศรษฐกิจแรกที่เป็นพื้นฐานเลย มีชื่อว่า Productivity Growth (แปลเป็นไทยแล้วยิ่งงงคือ การขยายตัวของผลิตภาพการผลิต) ขอแปลง่ายๆ ว่าเป็นกราฟความขยัน คนที่ขยันมากกราฟจะชันมากหมายถึงมีรายรับเยอะ ส่วนกราฟชันน้อยก็มีรายรับน้อย เมื่อเทียบเวลากับทำงานที่เท่ากัน

Image

Productivity Growth เป็นสิ่งที่เห็นผลในระยะยาว ความผันผวนทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแรงนี้ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับบุคคลทั่วไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต เราควรมุ่งมั่นที่จะเป็นที่คนที่อยู่บนกราฟเส้นบนสุด (เส้นที่ชันที่สุด) ไม่ใช่กราฟเส้นล่างๆ

4. วัฎจักรหนี้ระยะสั้น (Short-term Debt Cycle)

จากที่อธิบายไว้ในข้อ 2 เกิดมีเครดิต ทำให้เกิดหนี้ขึ้นมา และหนี้เนี่ยแหละที่ทำให้เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ การสร้างเครดิตทำให้เราใช้จ่ายมากกว่าจำนวนเงินที่เราหาได้ แต่ก็ทำให้เราใช้จ่ายได้น้อยกว่าจำนวนเงินที่เราหาได้เมื่อเราจำเป็นต้องจ่ายหนี้คืน พฤติกรรมแบบนี้ทำให้เกิดวัฎจักรของเศรษฐกิจขึ้น

Image

ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจถึงวัฎจักรมากขึ้น ดังนี้
สมมติว่าคุณมีรายได้ 100,000 บาท ส่งผลให้คุณมีเครดิตพอที่จะยืมเงินได้ 10,000 บาท ดังนั้นรายจ่ายรวมของคุณจะเท่ากับ 110,000 บาท
และจากข้อที่ 1 รายจ่ายของคุณนั้น เป็นรายได้ของอีกคนหนึ่ง
จะทำให้คนถัดไปมีรายได้ 110,000 บาท ส่งผลให้เขามีเครดิตพอที่จะยืมเงินได้ 11,000 บาท ดังนั้นรายจ่ายรวมของเขาจะเท่ากับ 121,000 บาท
และรายจ่ายของเขานั้น เป็นรายได้ของอีกคนหนึ่ง
จะทำให้คนถัดไปมีรายได้ 121,000 บาท ส่งผลให้ . . . . . . เป็นแบบนี้ต่อเนื่องกับคนอื่นไปเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนมีรายจ่ายมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงขาขึ้นของวัฎจักร

เมื่อมีการใช้จ่ายเงินและเครดิตที่มากขึ้น ส่งผลให้ราคาของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเพิ่มขึ้นตาม ในระยะเริ่มแรกจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัว (Expansion) จนกระทั่งเศรษฐกิจขยายตัวมากเกินไป เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation)

จากข้อ 2 เราได้เคยพูดถึงบทบาทของธนาคารกลางในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว ในภาวะเงินเฟ้อแบบนี้ ธนาคารกลางจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง แรงงานเรียกร้องให้ขึ้นเงินเดือน เป็นต้น
การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะทำให้คนกู้ยืมเงินกันน้อยลง (เพราะมันแพง) เมื่อจำนวนเงินที่มาจากการกู้ยืมเงินน้อยลง บวกกับหนี้ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนทั่วไปมีเงินเหลือไปใช้จ่ายน้อยลง
และเหมือนกันกับตัวอย่างที่ยกไว้ก่อนหน้านี้ ว่ารายจ่ายของคนหนึ่งเป็นรายได้ของอีกคนหนึ่ง เมื่อรายจ่ายน้อยลง จะส่งผลให้รายรับน้อยลงตาม กระทบกับคนต่อๆ ไปเรื่อยๆ ถือเป็นช่วงขาลงของวัฎจักร
นอกจากนั้น เมื่อการใช้จ่ายเงินและเครดิตน้อยลง ส่งผลให้ราคาของทุกสิ่งทุกอย่างลดลง เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเงินฝืด (Deflation) เศรษฐกิจอยู่ในช่วงถดถอย (Recession)

เมื่อภาวะเงินฝืดหนักขึ้นจนอาจเกิดปัญหา ธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ทำให้มีการใช้จ่ายและการกู้ยืมเงินมากขึ้นอีกครั้ง เศรษฐกิจก็จะกลับไปอยู่ในช่วงขยายตัว เศรษฐกิจเป็นแบบที่ว่าไว้นี้สลับไปสลับมาเป็นวัฎจักร ซึ่งวัฎจักรนี้มีกินระยะเวลาประมาณ 5-8 ปี ทั้งหมดที่อธิบายนี้เรียกว่า วัฎจักรหนี้ระยะสั้น (Short-term Debt Cycle) เป็นแรงขับที่ 2 ของเศรษฐกิจต่อมาจาก Productivity Growth และเป็นแรงที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจ

shorttermde

เราอาจสรุปได้ว่า ในช่วงที่เครดิตสามารถสร้างได้ง่าย แปลว่าเรากำลังอยู่ในช่วงขยายตัวของเศรษฐกิจ ในขณะที่เมื่อเครดิตสร้างขึ้นได้ยาก หมายถึงว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยนั่นเอง โดยวัฎจักรนี้ถูกควบคุมโดยธนาคารกลางเป็นหลักสะท้อนออกมาผ่านอัตราดอกเบี้ย

อันนี้เป็นเพียงตอนที่ 1 เท่านั้น รออ่านภาคต่อซึ่งจะอธิบายถึงที่มาที่ไปของวิกฤตเศรษฐกิจและวิธีการป้องกันตัวจากเหตุการณ์กัน
หวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบจะช่วยให้เข้าใจการทำงานของเศรษฐกิจ อย่างน้อยก็สามารถอ่านข่าวเศรษฐกิจรู้เรื่องมากขึ้นนะครับ

อ่านต่อตอนที่ 2

MH370: คำโกหกของนายกมาเลเซีย?

MH370: คำโกหกของนายกมาเลเซีย?

ad_130065621
(PHOTO: EPA)

ก่อนอื่นเลย ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้ที่เดินทางบนเที่ยวบิน MH370 ที่สูญหายไปตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม จนถึงวันนี้ (31 มีนาคม) ก็ยังไม่พบเจอซากเครื่องบินแต่อย่างใด แม้เมื่อวันที่ 24 ที่ผ่านมา นายกฯ มาเลเซียออกมากล่าวว่า MH370 ตกลงที่มหาสมุทรอินเดีย (“flight MH370 ended in the southern Indian Ocean.”) และ CNN ก็ทำการสัมภาษณ์ญาติผู้สูญหาย พบว่าทางสายการบิน Malaysia Airline แจ้งกับทางครอบครัวและญาติว่า ไม่มีผู้รอดชีวิต (“They have told us all lives are lost.”)  เป็นคำสรุปที่รวดเร็วเกินไปมั้ย?

การติดตามข่าว MH370 แบบรายวัน ทำให้หลายๆ คนไม่ได้เอะใจ ไม่ได้มองภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ก็มีหลายคน สำนักข่าวหลายๆ แห่งที่ร้อยเรียงเรื่องราวแบบย้อนกลับหลัง ทำให้เห็นความย้อนแยงในถ้อยคำแถลงการณ์ของนายกและสายการบินของมาเลเซีย การกระทำบางอย่างที่ดูไม่สอดคล้อง เพิ่มความน่าสงสัยว่าเรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

ตอนแรกสุด ทางมาเลเซียก็ให้ข้อมูลว่า MH370 ตกที่ทะเลจีนใต้ ทำเอากว่า 11 ประเทศต่างไปช่วยหากันยกใหญ่ แต่ถัดมาอีกหลายวันก็บอกว่าเครื่องบินถูกเปลี่ยนเส้นทางไปทางมหาสมุทรอินเดียอาจจะเป็นทางเหนือ ก่อนจะกลับลำมาบอกว่าเครื่องบินตกที่ตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย สำนักข่าวหลายๆ ประเทศ รวมทั้งไทยก็วิเคราะห์ว่า ที่ทางมาเลเซียออกมาบอกว่าอาจจะไปทางตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย เพราะอยากปกปิดความจริงและพยายามให้ภาพออกมาคล้ายกับว่าถูกก่อการร้าย จี้เครื่องบินไปยังประเทศทางตะวันออกกลาง หรือเปล่า?

malaysia-map_2853434k
(PHOTO: telegraph.uk)

ทางมาเลเซียก็ยังใช้เวลาอีกเกือบสัปดาห์กว่าจะยอมรับและประกาศว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเครื่องบิน เพราะมีการปิดสัญญาณเรดาร์ เครื่อง Transponder (อุปกรณ์คอยตอบสัญญาณที่ส่งมาจากเรดาร์) และ ACARS (อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลระหว่างอากาศ-พื้นดิน) ก็ถูกปิดเช่นกัน เรื่องนี้เพิ่งถูกพูดถึงโดยนายกมาเลเซียในวันที่ 15 ทั้งๆ ที่สำนักข่าวหลายๆ สำนักก็วิเคราะห์ว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้น่าจะรู้ตั้งแต่วันแรกที่เครื่องบินหาย (วันที่ 8) แล้ว อีกทั้งนายกก็ยังใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ หลีกเลี่ยงคำว่าเครื่องบิน “ถูก Hijack” ไปใช้คำว่า “ถูกควบคุม” แทน

ความย้อนแยงในการกระทำของทางมาเลเซียยังมีเพิ่มเติมอีก หลังจากที่ประกาศว่าเครื่องบินถูกจี้ (หรือ “ถูกควบคุม”) ตามระเบียบปฏิบัติแล้ว ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินลำนี้ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดทั้งหมดทันที ไม่ว่าจะเป็นนักบิน, แอร์โฮสเตส และผู้โดยสารทั้งหมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีการตรวจสอบในทันที แต่ทิ้งช่วงเวลาประมาณสัปดาห์กว่าจะเริ่มตรวจสอบแค่เพียงบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด

เครื่องบินลำใหญ่มโหฬารไม่น่าจะหายไปง่ายๆ โดยไม่มีใครเห็น สื่อหลายแห่งก็พูดถึงสหรัฐอเมริกาที่มีดาวเทียมอยู่ในการครอบครองมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา นอกจากนั้นยังมีข่าวคนพบเห็นเครื่องบินอยู่หลายๆ ที่ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือมีคนพบเห็นเครื่องบินลักษณะคล้าย MH370 บินในระดับต่ำอยู่เหนือมัลดีฟส์

ข่าวการพบเห็นเครื่องบินเหนือเกาะมัลดีฟส์

ในแถบนั้นมีสนามบินเดียวที่สามารถลงจอดได้ คือ Diego Garcia หนึ่งในฐานทัพสหรัฐอเมริกา อยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย การบินในระดับต่ำตามที่เป็นข่าวนั้น สามารถทำให้เครื่องบินหลบเลี่ยงจากการตรวจจับด้วยเรดาร์ได้แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากข่าวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

Bj_GsvfIYAA8_ux (1)
(PHOTO: ErikRusk)

ทางมาเลเซียก็ออกมาตอบโต้ข่าวการเห็นเครื่องบินว่าเชื่อถือไม่ได้ และไม่เป็นความจริง แต่เมื่อได้ข่าวจากดาวเทียมอังกฤษว่าพบเห็นวัตถุที่น่าจะเป็นซากเครื่องบิน เพียงแค่นี้ก็สรุปเลยว่าเครื่องบินตก ผู้โดยสารเสียชีวิต สร้างความไม่พอใจให้กับญาติผู้สูญเสีย (หรือสูญหาย?) โดยเฉพาะชาวจีนเป็นอย่างมาก มีการประท้วงอดอาหาร และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

ตอนนี้มีหลายๆ โพสต์ใน facebook ที่ฟันธงชัดเจนเลยว่า เครื่องบินตกตรงโน้นตรงนี้ เครื่องบินโดนจี้โดยคนโน้นคนนี้ พวกนี้ยังไม่มีความน่าเชื่อถือ สำหรับเรา คนที่ติดตามข่าว ก็ขอให้เสพข่าวอย่างมีสติ ใช้ปัญญาวิเคราะห์เรื่องราว ก่อนจะตัดสินใจว่าเชื่อข่าวใด และคงต้องติดตามข่าวรายวันกันต่อไป

สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้โดยสาร นักบิน และพนักงานทุกคนครับ

สงคราม (การเงิน) โลกครั้งที่ 3 ?

สงคราม (การเงิน) โลกครั้งที่ 3 ?

ยูเครนคือทำเลทองที่มหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริการ่วมกับสหภาพยุโรปและรัสเซียกำลังแย่งกันมีอำนาจเหนือพื้นที่นี้

John Kerry รมต.ต่างประเทศของอเมริกาเคยประกาศเชิงขู่ไว้ว่าหากไครเมียทำประชามติสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะไม่ยอมรับ และบอกให้รัสเซียอย่าเข้ายึดไครเมีย เพราะขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเลยเพราะปูตินส่งทหารบุกเข้าไครเมียอย่างรวดเร็ว  ไครเมียได้ทำประชามติและยอมผนวกเข้ากับรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวไครเมียหลังจากลงประชามติแล้วก็บุกไล่ฐานทัพเรือของยูเครนจนต้องออกจากพื้นที่ไป

สหภาพยุโรปจึงเดินหน้าประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับยูเครน ปูตินก็ยังเดินไม้แข็งเหมือนเดิม คือประกาศว่าถ้าหากสหรัฐและสหภาพยุโรปจะคว่ำบาตรรัสเซีย รัสเซียก็พร้อมจะตอบโต้ทางด้านการเงินกลับเช่นกัน Sergei Glazyev ที่ปรึกษาของปูตินได้วางแผนตอบโต้เหตุการณ์การถูกคว่ำบาตรไว้แล้วดังนี้

เริ่มต้นด้วยการทิ้งดอลล่าร์สหรัฐที่รัสเซียมีอยู่ในมือทั้งหมด การค้าขายต่อไปในอนาคตก็จะยกเลิกการใช้สกุลเงินดอลล่าร์ด้วยเช่นกัน รวมทั้งขายพันธบัตรสหรัฐฯ ที่รัสเซียมีอยู่ 1.38 แสนล้านดอลล่าร์ออกทั้งหมด บริษัทรัสเซียจะเบี้ยวหนี้ที่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์ทั้งหมด แล้วทำการสร้างระบบการเงินใหม่โดยมีกลุ่มประเทศ BRICS (Brazil, Russia, India, China, South Africa) ร่วมกับเวเนซุเอล่าและอิหร่านเป็นตัวสนับสนุน ขึ้นมาแทนสกุลเงินดอลล่าร์ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากเป็นผู้ครอบครองธุรกิจพลังงาน

ทางจีนก็มีจุดยืนปรามทางสหรัฐว่าไม่เห็นด้วยกับการคว่ำบาตรนี้ เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก และเกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ส่วนทางอินเดียก็บอกว่าทางตะวันตกก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการผนวกเข้าร่วมกับรัสเซียของไครเมีย เพราะถือเป็นความชอบธรรมของรัสเซียอยู่แล้ว

ตอนนี้มีความเชื่อที่ว่ารัสเซียได้เริ่มทั้งพันธบัตรสหรัฐไปแล้ว เนื่องจากมูลค่าของพันธบัตรสหรัฐมีมูลค่าลดลงประมาณ 1 แสนล้านดอลล่าร์ (จากประมาณ 3 ล้านล้านดอลล่าร์ เหลือ 2.86 ล้านล้าน) ตัวเลขข้อมูลมาจากธนาคารกลางสหรัฐซึ่งเป็นผู้ดูแลบัญชี ธนาคารและบริษัทรัสเซียก็เริ่มถอนเงินออกจากธนาคารของประเทศตะวันตกเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกยึดหรือถูกอายัติจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศครั้งนี้

Image

PHOTO: Dollar Index กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ credit: Bloomberg

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบกับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ตั้งแต่มีข่าวดอลล่าร์ก็เริ่มตกต่ำลง จนทางสหรัฐต้องเริ่มควบคุมไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป รัสเซียเองก็ไม่รอช้าโดยวางแผนจะใช้ทองเป็นตัวแลกเปลี่ยนพลังงานแทนที่ดอลล่าร์ และเนื่องจากความสามารถในการพิมพ์เงินได้เองของสหรัฐและสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับทอง ต่างจากรัสเซีย จีน อินเดีย และประเทศตะวันออกหลายๆ ประเทศที่หลังจากราคาทองตกก็ซื้อเก็บไว้เป็นจำนวนมาก เป็นไพ่ใบสำคัญที่รัสเซียจะใช้ในการเอาชนะสงครามการเงินครั้งนี้

Image

PHOTO: เส้นทางการส่งแก๊สธรรมชาติจากรัสเซียสู่ยุโรปผ่านยูเครน credit: National Gas Union of Ukraine

ไพ่อีกใบคือพลังงาน รัสเซียเป็นผู้ที่จำหน่ายพลังงานรายใหญ่ให้กับหลายๆ ประเทศในสหภาพยุโรป ประมาณ 30% ของจำนวนพลังงานทั้งหมด รัสเซียส่งออกพลังงานโดยใช้ต่อเชื่อมข้ามผ่านประเทศยูเครน ถือเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ เพราะสามารถตัดไฟหลายๆ ประเทศได้ดื้อๆ ด้วยข้อได้เปรียบนี้ ทำให้ประเทศในสหภาพยุโรปยังต้องสงวนท่าที ไม่สามารถคัดค้านรัสเซียอย่างเต็มตัวได้

แผนของรัสเซียนั้นแยบยล ใช้สิ่งที่มีเหนือกว่า นั่นคือทองและพลังงาน เป็นกุญแจสำคัญในการกำชัยชนะ ในขณะที่สหรัฐยังตอบโต้ได้แต่เพียงลมปากเท่านั้น แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน คงจะได้เห็นแผนรับมือสงครามทางด้านการเงินของทางฝั่งสหรัฐและสหภาพยุโรป เหตุการณ์นี้มีผลกระทบไปถึงทั่วโลกอย่างแน่นอน ติดตามและเตรียมพร้อมรับมือให้ดี

เกิดอะไรขึ้นที่ยูเครน?

What Exactly Happened in Ukraine
เกิดอะไรขึ้นที่ยูเครน? ไครเมีย?

ในช่วงนี้ อีกประเทศหนึ่งที่เป็นข่าวเรื่องการเมืองไม่แพ้ประเทศไทยเลย นั่นก็คือ ยูเครน นั่นเอง ยิ่งช่วงหลังๆ ที่ผ่านมายังมีชื่อ “ไครเมีย” เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องทั้งหมดคืออะไร ขอใช้พื้นที่นี้สรุปเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เชื่อว่าหลังจากได้อ่านบทความนี้แล้ว จะทำให้เข้าใจสถานการณ์และติดตามข่าวต่อไปอย่างมีความเข้าใจมากขึ้น

Untitled-1

ชื่อประเทศ “ยูเครน” นี้มีความหมายว่า “Borderland” หรือ “พรมแดน” เพราะตามที่ตั้งแล้วยูเครนถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างสหภาพยุโรป และรัสเซีย ในอดีตตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่อยมาก็เกิดเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่กระทบกับยูเครนมาตลอด โดยเฉพาะไครเมียที่มีการเคลื่อนย้ายไปมาอยู่ระหว่าง 2 ประเทศ คือ ยูเครน และ รัสเซีย

ไครเมียครั้งหนึ่งอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียต แต่เนื่องจากไครเมียไม่ได้อยู่ติดกับรัสเซีย (โซเวียต) โดยตรง (มีผืนน้ำกั้นอยู่) ทำให้ต้องได้รับไฟฟ้าและน้ำจากยูเครน การบริหารจัดการประเทศที่มีพื้นที่อยู่ติดกันก็เป็นเรื่องง่ายกว่า ดังนั้นในปี 1954 ไครเมียจึงออกจากรัสเซียและผนวกเข้าร่วมกับยูเครน และตั้งตัวเป็นเขตปกครองตนเอง

lingus

67% ของประชากรในประเทศยูเครนพูดภาษายูเครน อีก 30% พูดภาษารัสเซีย พื้นที่ในซีกตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นที่ตั้งของไครเมียก็พูดภาษารัสเซียเป็นส่วนภาษาหลัก ด้วยความแตกต่างกันทางภาษาที่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดในประเทศระหว่างความต้องการที่จะเข้าร่วมกับสหภาพยุโรป และความต้องการที่จะเข้าร่วมกับรัสเซีย

อดีตประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช เป็นตัวละครสำคัญที่จุดประกายเรื่องนี้ขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน 2013 ยานูโควิช ประกาศว่ายูเครนจะยกเลิกสัญญาความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป และเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมประท้วงในกรุงเคียฟของผู้ที่ไม่เห็นด้วย การชุมนุมประท้วงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่การปะทะกันรุนแรงระหว่างทหาร ตำรวจ และผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก วันรุ่งขึ้นยานูโควิชหายตัวไปจากยูเครน ผู้ชุมนุมได้รับชัยชนะ และสร้างรัฐบาลชั่วคราวขึ้นเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งใหม่

เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะประธานาธิบดีรัสเซีย ปูติน บุกเข้ายึดไครเมียเพื่อคุ้มครองชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในนั้น และปกป้องอุปกรณ์ทางทหารที่ติดตั้งไว้ เนื่องจากรัฐบาลใหม่ของยูเครนมีการออกกฎหมายตั้งภาษายูเครนภาษาเดียวเท่านั้นเป็นภาษาทางการของประเทศ ทั้งๆ ที่คนจำนวนมากพูดภาษารัสเซีย และ 17% ของประชากรก็มีพื้นเพเป็นชาวรัสเซีย แถมยังต้องการให้ประเทศยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเอาขีปนาวุธของ NATO มาใกล้พรมแดนรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียยอมไม่ได้

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2014 ที่ผ่านมา ไครเมียได้ทำประชามติและยอมผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียไปเรียบร้อย

สิ่งที่ยูเครนต้องการคงจะเป็นเสถียรภาพ และต้องเป็นเสถียรภาพที่มีระยะเวลายาวนาน เพื่อให้ยูเครนสามารถสร้างตัวตนของตัวเอง สร้างความสัมพันธ์กับทั้งสหภาพยุโรปและรัสเซียโดยไม่ถูกควบคุมจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่ความต้องการที่ว่านั้นดูจะห่างไกลออกไปทุกที

เชื่อว่าการต่อสู้ในยูเครนนั้นยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะทางสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมีการแทรกแซงในเรื่องนี้บ้างแล้ว ซึ่งจะพูดถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อไปในครั้งหน้า พร้อมทั้งท่าทีของผู้นำประเทศมหาอำนาจต่างๆ อย่าง จีน อินเดีย ก็ได้ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน

A Classic Case Study: The fall of Kodak

A Classic Case Study: The fall of Kodak

ก่อนเราจะใช้มือถือ Smartphone ถ่ายรูปอย่างทุกวันนี้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยผ่านการใช้งานกล้องฟิล์มมาก่อน รูปภาพวัยเด็กของหลายๆ คนที่เก็บไว้อยู่ในอัลบั้ม ได้มาจาการใช้กล้องถ่ายรูปและฟิล์มสียี่ห้อดัง “Kodak” จากที่เคยครองส่วนแบ่งตลาดกล้องถ่ายรูป 85% ตลาดฟิล์ม 90% (ใน USA) ทุกวันนี้ Kodak เพิ่งจะหลุดจากสภาวะล้มละลายอย่างสะบักสะบอม

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้นั้นชัดเจน คือ การถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ กล้อง Digital และ Smartphone แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ความกลัวที่จะเปลี่ยนธุรกิจ เพราะ Kodak ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีกล้องไม่ทัน บริษัทสามารถพัฒนากล้อง Digital ได้ตั้งแต่ปี 1976 ก่อนบริษัทจะตกต่ำราว 20 กว่าปี แต่กล้อง Digital ที่พัฒนาขึ้นมานั้น ไม่ได้ถูกผลักดันต่อ เพราะผู้บริหารเกรงว่าจะกระทบกับธุรกิจฟิล์ม

นิตยสาร Creative Thailand ได้ยกคำกล่าวของ The Economist ที่เปรียบเทียบบริษัท Kodak และ FujiFilm ว่า Kodak ทำตัวเหมือนบริษัทญี่ปุ่นที่มีสังคมต่อต้านความเปลี่ยนแปลง (ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทอเมริกัน) ในขณะที่ FujiFilm ประสบความสำเร็จเพราะทำตัวเหมือนบริษัทอเมริกันที่มีความยืดหยุ่นทางธุรกิจสูง (FujiFilm เป็นบริษัทญี่ปุ่น)

kodak-bankruptcy

Photo: Reuters

จากกราฟโดย Reuters จุดสูงสุดของ Kodak อยู่ในช่วงปี 1995-2000 มีรายได้ 1.5 หมื่นล้านดอลล่าร์ กำไร 1.3 พันล้านดอลล่าร์ แล้วดิ่งลงเรื่อยๆ สู่จุดต่ำสุดในปี 2011-2012 ในช่วงมกราคมปี 2012 บริษัทได้ประกาศสภาวะล้มละลาย และเพิ่งจะหลุดจากสภาพล้มละลายได้ช่วงสิงหาคมปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า Kodak ปรับตัวให้เข้ากับยุค Digital ได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปยึดส่วนแบ่งตลาดได้มากเหมือนเมื่อก่อน 

หากไม่พร้อมที่จะยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของธุรกิจ ความล้มเหลวก็จะรออยู่ในอนาคต กรณีศึกษานี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่โด่งดัง สำหรับนักศึกษาในด้านการบริหารธุรกิจ และการตลาด ช่วยให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกบริษัทด้วยเครื่องมือต่างๆ อยู่เสมอ เช่น SWOT Analysis, 5-Forces Analysis, Macroenvironment Analysis เป็นต้น

SOURCE: Creative Thailand, Reuters, The Economist

How McKinsey’s Consultants Solve the problems

Capture

Strategic Problem-Solving Model จากหนังสือ The McKinsey Mind by Ethan M.Rasiel & Paul N.Friga

วิธีการทำงานของ Consultant (ที่ปรึกษา) ของบริษัท Consulting ชั้นนำอย่าง McKinsey นั้น จะเน้นการวางโครงสร้างทางความคิดให้เป็นระเบียบ ก่อนจะเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจาก Consultant ของ McKinsey นั้น ให้คุณค่ากับเวลาที่สูญเสียไปมาก ว่าต้องคุ้มค่ากับงานที่ได้

Consultant ของ McKinsey จะวางโครงสร้างของปัญหาโดยแบ่งออกเป็น 6 ส่วนแยกจากกัน ช่วยให้เห็นภาพรวมของปัญหา และสามารถนำเครื่องมือมาใช้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมได้ โดยทั้ง 6 ส่วนแบ่งออกได้ดังนี้

1. Business Need หรือ ปัญหาที่ได้รับมอบหมาย ส่วนนี้คือความต้องการจากลูกค้าที่ต้องการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการแข่งขันทางธุรกิจกับคู่แข่ง (Competitive), ปัญหาการจัดการองค์กร (Organizational), ปัญหาทางด้านการเงิน (Financial), ปัญหาทางด้านการดำเนินงาน (Operational) เป็นต้น

2. Analyzing หรือ การวิเคราะห์ปัญหา Consultant ของ McKinsey จะต้องมีความสามารถสูงมากในการวิเคราะห์ปัญหา โดยมีลำดับขั้นตอนสำคัญได้แก่ การกำหนดกรอบของปัญหา เป็นการกำหนดขอบเขตของปัญหาและตั้งสมมติฐานเพื่อหาทางแก้ไข, ออกแบบการวิเคราะห์ปัญหา เป็นการพิจารณาว่าจะต้องทำการวิเคราะห์อะไรบ้าง จึงจะช่วยพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ได้ แล้วจึงทำ การเก็บข้อมูล เพื่อการวิเคราะห์เหล่านั้น แล้วจึงทำ การสรุปผล เพื่อดูว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้เป็นจริงหรือไม่ สามารถแก้ไขปัญหาตั้งต้นได้หรือเปล่า

3. Presenting หรือ การนำเสนอ ถึงแม้ว่าจะสามารถหาทางแก้ไขได้แล้ว แต่ทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะไม่มีคุณค่า หากไม่มีการออกแบบการนำเสนอที่เหมาะสมและเป็นมืออาชีพ

4. Managing หรือ การจัดการ การแก้ไขปัญหาจะสำเร็จได้ จะต้องมีการจัดการที่ดี ทั้งการจัดการกับทีมงาน การจัดการกับลูกค้า และการจัดการตนเอง

5. Implementation หรือ การนำไปปฏิบัติจริง การแก้ไขปัญหาให้เห็นผลที่แท้จริง จะต้องนำแนวคิดที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วไปปฏิบัติจริง มีการประเมิน และนำไปปฏิวัติจนเป็นกิจกรรมพื้นฐานขององค์กร

6. Leadership หรือ ภาวะผู้นำ ควบคู่ไปกับการ Implementation จะต้องใช้ Leadership ไปด้วย ผู้นำองค์กรจะต้องมีวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหา สร้างแรงจูงใจ และมอบหมายงานให้พนักงานอย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี่คือ Problem Solving Model ที่ Consultant ของ McKinsey ใช้เป็นโครงสร้างหลักในการแก้ไขปัญหาที่ได้รับมอบหมาย
แน่นอนว่าใช้แค่นี้ก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ พวกเค้าจะต้องใช้แนวทางปฏิบัติอื่นๆ ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ช่วยให้ทั้ง 6 ส่วนของโครงสร้างนี้สมบูรณ์

เราเองก็สามารถนำ Model นี้ไปใช้ด้วยได้เช่นกัน เมื่อเราจะต้องแก้ไขปัญหาในการทำงาน ให้ทำการแบ่งปัญหาออกเป็นส่วนๆ ตามโครงสร้าง แล้วจึงทำการแก้ไข,ออกแบบและสร้างให้ทุกส่วนนั้นสมบูรณ์ เท่านี้ก็จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ครบทั้งภาพ และเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ

อ้างอิงจาก : The McKinsey by Ethan M.Rasiel & Paul N.Friga

Dream job? : Consultant

 

 

 

 

Image

 

Dream job? : Consultant

จาก https://www.facebook.com/mustknowthis

โตขึ้นอยากเป็นอะไร ?
คำตอบที่เป็นหนึ่งในคำตอบยอดฮิตของคนส่วนใหญ่ในสาย Business (ในที่นี้หมายถึงทั้งวิศวกรบางแขนง, บริหารธุรกิจ, บัญชี และอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน) คือ ที่ปรึกษา (Consultant)

ที่ปรึกษา คือ ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำกับลูกค้า ซึ่งเป็นได้ทั้งรัฐบาล เอกชน หรือบุคคล (ในหลายประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจพลังงาน, ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค, ธุรกิจบริการ เป็นต้น) เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาในประเด็นต่างๆ เช่น กลยุทธ์ทางธุรกิจ การบริหาร การเงิน เป็นต้น
ถ้าให้ผมเทียบคงเป็นผู้ถือกุญแจ ที่สามารถไขประตูเกือบทุกบานให้กับธุรกิจเกือบทุกธุรกิจได้
ทำยังไงถึงจะได้เป็นล่ะ ?

ไม่ง่ายเลยครับ ที่จะได้เป็น Consultant โดยเฉพาะบริษัท Consulting ระดับสูง (McKinsey, Boston Consulting Group (BCG), Bain เป็นต้น) บริษัทพวกนี้จะคัดสรรคนที่มี Analytical Skill หรือ ทักษะในการวิเคราะห์สูง

คำถาม : คิดว่า Amazon ควรขายคอนแทคเลนส์มั้ย?
ถ้าตอบว่า ควร เพราะน่าจะทำกำไรให้กับบริษัทได้บ้าง ผมคงต้องบอกว่า เสียใจด้วยครับ คุณยังไม่เหมาะที่จะเป็น Consultant

ไม่ใช่เพราะว่า คำตอบที่แท้จริงนั้น Amazon ไม่ควรขายคอนแทคเลนส์ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ควรหรือไม่ควร แต่ว่า คำตอบของคุณข้างบนนี้ไม่ได้แสดงทักษะในการวิเคราะห์ที่ดีพอ
หากจะตอบว่า ควร มันต้องมีที่มาของคำตอบนี้ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่า
ใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย? ทำไมลูกค้าถึงต้องซื้อกับ Amazon?
ลูกค้ามีจำนวนมากพอที่จะทำการตลาดนี้หรือไม่? ทำอย่างไร? และอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับอาชีพนี้สิ่งหนึ่ง คือ โอกาสในการพัฒนาตนเอง เพราะหากคุณได้มีโอกาสได้เข้าทำงานแล้วละก็ บริษัทจะทำการพัฒนาบุคลากรอย่างเต็มที่ ผ่านการทำการสอนทักษะทางความคิด สอนให้คิดอย่างมีโครงสร้างอย่างมีระเบียบ (Structure the idea) ให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในประเภทต่างๆ ทักษะการนำเสนอ ทักษะความเป็นผู้นำ รวมถึงการสนับสนุนทุนในการเรียนต่อปริญญาโทเพื่อเรียนรู้ทักษะเบื้องลึกในสาขาที่สนใจ (อันนี้สำหรับบางบริษัทเท่านั้นนะครับ)
ไม่แปลกใจเลยว่า คนที่ผ่านการทำงาน Consulting มาแล้วนั้น มักจะประสบความสำเร็จกับชีวิต หลายๆ คน หลังออกจาก Consulting Firm แล้ว ก็มีความสามารถถึงขั้นที่สามารถไปดำรงตำแหน่ง CEO ให้กับบริษัทอื่นๆ ได้

บริษัทลงทุนในด้านพัฒนาบุคลากรขนาดนั้นเลยหรือ? ใช่ครับ สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาบุคลากรนี่แหละ เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ Consulting ถ้าหากเปรียบเทียบการพัฒนาบุคลากรของบริษัท ก็คงไม่ต่างจากการลงทุนซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับโรงงาน ไม่ต่างกัน

ขอทิ้งท้ายสิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับอาชีพนี้อีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ
Consultant ในบริษัทระดับสูงในประเทศไทย (ยกตัวอย่างชื่อบริษัทไว้ข้างต้นแล้ว) มีเงินเดือนอยู่ในช่วงประมาณ 90,000-140,000 บาท ครับ

แหะๆ

The devil’s plan : Offer them free things

The devil’s plan : Offer them free things
Gift Giving

คุณกำลังเดินเล่นซื้อของอยู่ที่ซุปเปอร์มาร์เกต
คุณเดินผ่านสินค้ามากมาย คุณเป็นคนที่ไตร่ตรองและรู้ดีว่าสิ่งใดจำเป็น และไม่จำเป็น
“ลองชิมดูสิคะ” พนักงานขายพูด

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ทุกวันและผมเชื่อว่าเกิดขึ้นกับหลายๆ คน
ร้านอาหารให้ Gift Voucher คุณมาแบบฟรีๆ
องค์กรส่ง Postcard สวยๆ มากมายมาให้คุณ
ดูใจดีใช่มั้ยล่ะ ?

เปล่าเลย คุณกำลังปั่นหัวด้วยสุดยอดแผนการร้าย ใช่ครับ คุณถูกหลอกนั่นแหละ พูดง่ายๆ

นักจิตวิทยาได้ศึกษาถึงปรากฎการณ์ที่มีชื่อว่า “Reciprocity” หรือเรียกภาษาไทยง่ายๆ ว่าการตอบแทน มนุษย์มักจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเป็นหนี้หรือติดค้างผู้อื่นอยู่
หากจะอธิบายแผนการร้ายนี้ให้สั้นๆ ง่ายๆ นั่นคือการ “First Give, then Take” หรือให้ซะก่อน แล้วค่อยเอาผลประโยชน์ในภายหลัง

หลังจากที่ได้รับ Gift Voucher มาแบบฟรีๆ คุณจะรู้สึกถึงความต้องการที่จะตอบแทนสิ่งที่ได้รับมา ด้วยการไปรับประทานอาหารที่ร้านนั้น (ในกรณีนี้อาจจะมีส่วนว่าเสียดาย Voucher เลยต้องจำใจไป) องค์กรที่ส่ง Postcard มาให้ก็กลับมาขอให้คุณบริจาคเงินสมทบทุนให้กับโครงการ บลาบลา และองค์กรพวกนี้มักจะได้เงินมากกว่าองค์กรที่มาเรี่ยไรแบบไม่มีแผนการซะด้วย

เทคนิคนี้ยังใช้ได้กับการทำธุรกิจ คุณชวนคนที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นลูกค้าในอนาคตมาชมกีฬา ตีกอล์ฟ หรือพาไปร้านอาหารหรูๆ และแน่นอนคุณต้องเป็นคนจ่าย อีกไม่กี่เดือนถัดมา ลูกค้าเหล่านั้นต้องการซื้อสินค้า เขาก็ยกโทรศัพท์ไปหาคนขาย ซึ่งหนีไม่พ้นคุณแน่นอน

ข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุด อย่าชิมสินค้าชิ้นนั้นเด็ดขาด