เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 3 (จบ)

จากตอนที่ 1 และ 2 เราได้เรียนรู้ไปแล้วว่าเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยผลจากแรงทั้ง 3 คือ

Image
1. Productivity Growth (หรือกราฟความขยันที่ชันเป็นเส้นตรง ยิ่งชันมากยิ่งสามารถหาเงินได้มาก) แรงนี้ค่อนข้างคงตัว จึงไม่มีผลกับความผันผวนของเศรษฐกิจมากนัก

2. Short-Term Debt Cycle หรือ วัฎจักรหนี้ระยะสั้น เมื่อมีเครดิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดวัฎจักรขึ้น การกู้ยืมเงินทำให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจึงต้องเข้ามามีบทบาทในการปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อยับยั้งการกู้ยืมเงินให้เศรษฐกิจชะลอตัว
เมื่อเศรษฐกิจถดถอยและเกิดปัญหาเงินฝืด ธนาคารจึงปรับอัตราดอกเบี้ยลดลงเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวอีกครั้ง เป็นวัฏจักรไป โดย 1 รอบวัฎจักรจะกินเวลาประมาณ 5-8 ปี

3. Long-Term Debt Cycle หรือ วัฎจักรหนี้ระยะยาว ต่อมาจากวัฎจักรหนี้ระยะสั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์จะให้ถึงแม้จะมีการขยายตัวและหดตัวของเศรษฐกิจสลับกันไปมา แต่โดยเฉลี่ยแล้วเศรษฐกิจก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจจะขยายตัวจนถึงจุดที่รายรับไม่สามารถเติบโตได้ทันหนี้สินที่พอกพูนขึ้น เศรษฐกิจจะหดตัวอย่างหนัก จนถึงภาวะที่ต้องลดหนี้สิน หรือเรียกว่า Deleveraging
เมื่อหนี้สินถูกลดจนถึงระดับที่เหมาะสม เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง จึงจะครบวัฎจักรซึ่งกินเวลานานราว 75-100 ปี

ถ้าใครยังไม่ได้อ่านทั้ง 2 ตอนก่อนหน้านี้ ขอให้ไปอ่านก่อน เพื่อความเข้าใจ ใช้เวลาน้อยมาก อ่านเพลินๆ แปปเดียวเอง
เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 1  และ
เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 2

เมื่อตอนที่ 2 เราค้างไว้ที่ช่วงขาลงของวัฎจักรหนี้ระยะยาว ช่วงที่มีหนี้สินพอกพูนสูงขึ้นจนมันโตเร็วกว่ารายรับ จุดนั้นเป็นจุดที่ทุกคนเจ็บปวดจากช่วงขาลง ไม่มีเครดิตให้กู้ยืมอีกต่อไป ตลาดหุ้นก็พัง สินทรัพย์ที่ถืออยู่ก็ราคาตก และแม้ว่าธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะปัญหานั้นอยู่ที่จำนวนหนี้สินที่มากเกินไปนั่นเอง
และตอนที่ 3 นี้จะพูดถึงการแก้ปัญหาจำนวนหนี้สินในช่วง Deleveraging นั่นเอง

8. ลดหนี้ : ลดค่าใช้จ่าย

แน่นอนพอเป็นหนี้แล้ว ทุกคนไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล, ธุรกิจหรือรัฐบาล ต่างก็รัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ เมื่อทำแบบนี้ทุกคนคิดว่าจะทำให้หนี้ที่มีลดลง แต่แท้จริงแล้วรายจ่ายของคนหนึ่งก็เป็นรายรับของอีกคนหนึ่ง การลดค่าใช้จ่ายเพื่อนำเงินไปใช้หนี้จะทำให้รายรับลดลงตามและลดลงรวดเร็วจนทำให้ปัญหาหนี้สินมันแย่ลงกว่าเดิมอีก
ธุรกิจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ทำให้การว่าจ้างงานลดลง เกิดปัญหาอัตราว่างงาน (Unemployment rate) มากขึ้น

ดังนั้นการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้แก้ปัญหาหนี้สินได้ ต้องมีการใช้วิธีอื่นประกอบด้วย

9. ลดหนี้ : ปรับโครงสร้างหนี้

ช่วงวิกฤตแบบนี้ ผู้ยืมมักจะไม่มีความสามารถที่จะจ่ายหนี้คืนให้กับผู้ให้ยืม เราต้องไม่ลืมว่าหนี้สินของผู้ยืมนั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์ให้กับผู้ให้ยืม
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราให้เพื่อนยืมเงินไป 1,000 บาท เท่ากับว่าเพื่อนมีหนี้ 1,000 บาท และเราก็มีสินทรัพย์ 1,000 บาทเช่นกัน (เมื่อเราให้เพื่อนยืม เงินได้ถูกแปลงสภาพไปเป็นเครดิตแทน) เมื่อถึงเวลาที่ต้องคืนเงิน แต่เพื่อนเราไม่มีเงินจ่ายสักบาท สินทรัพย์มูลค่า 1,000 บาทของเราจะสูญสลายไปทันที

ในช่วงวิกฤต ผู้ให้ยืมรู้ดีว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงตกลงที่จะปรับโครงสร้างหนี้ให้
การปรับโครงสร้างหนี้หมายถึงผู้ให้ยืมยินยอมให้ผู้ยืมจ่ายหนี้จำนวนน้อยลง, จ่ายหนี้ได้ในช่วงระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น หรือจ่ายหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น้อยลง
ผู้ให้ยืมคงคิดว่า กำขี้ดีกว่ากำตด

เมื่อยินยอมปรับโครงสร้างหนี้ให้ลดลง หนี้มันน้อยลงทันตาเห็นเลยก็จริง แต่หนี้สินของผู้ยืมนั้นถือว่าเป็นสินทรัพย์ให้กับผู้ให้ยืม เหมือนกับว่าเราตกลงกับเพื่อนคนเดิมให้จ่าย 500 บาทพอ สินทรัพย์ในมือผู้ให้ยืมจะก็ลดลงทันตาเห็นเช่นกัน  ทำให้เกิดภาวะเงินฝืดและทำให้ปัญหาหนี้สินแย่ลงเช่นเดียวกับการลดค่าใช้จ่าย

gov

รัฐบาลเองก็ได้รับผลกระทบหนักไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป หรือธุรกิจ การใช้จ่ายที่น้อยลงในช่วงวิกฤต ทำให้ทุกคนมีรายรับน้อยลง ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง แถมรัฐบาลยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะต้องนำเงินไปสนับสนุนผู้ว่างงานที่มีอัตราเพิ่มขึ้น
นอกจากค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แล้ว รัฐบาลต้องนำเงินไปใช้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการใช้จ่ายเงินให้มากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้จ่ายที่หายไปของประชาชน รัฐบาลมีรายรับน้อยลง รายจ่ายเพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลงบประมาณ (Budget Deficit) ที่เรามักจะได้ยินในข่าวอยู่บ่อยๆ

สถานการณ์ขาดดุลงบประมาณแบบนี้ รัฐบาลมีทางออก 2 ทาง คือ เพิ่มภาษีและกู้เงิน
ซึ่งการมีบทบาทของรัฐบาลทั้งการเพิ่มภาษีและการกู้เงินนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งจะอธิบายในข้อถัดไป

10. ลดหนี้ : การกระจายความมั่งคั่ง

การแก้ปัญหาในช่วงวิกฤต สถานการณ์การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลนั้น สามารถทำได้โดยการเพิ่มภาษี แต่การเพิ่มภาษีในช่วงนี้ คงไม่เป็นผล เพราะแต่ละคนส่วนใหญ่ก็กำลังลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่รัฐบาลสามารถเรียกเงินได้ คนกลุ่มนั้นคือ คนรวย นั่นเอง

รัฐบาลต้องการเงิน ในขณะที่เงินจำนวนมากก็ไปกระจุกอยู่กับคนจำนวนหนึ่งของประเทศ รัฐบาลจึงเพิ่มภาษีกับคนกลุ่มนี้ เพื่อกระจายเงินออกจากคนรวย ไปช่วยเหลือคนที่มีเงินน้อยกว่า

ประเด็นเรื่องความมั่งคั่งที่กระจายอย่างไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ประเทศก็เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่มาก
อย่างในสหรัฐอเมริกา คน 1% ของประเทศ ถือครองความมั่งคั่งจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศรวมกัน
ในไทยก็มีไม่แพ้กัน ทรัพย์สินรวมนักการเมือง 500 ครอบครัวรวมกันมีมูลค่า 4 หมื่นล้านบาท เทียบเท่ากับทรัพย์สินรวมของ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน

ศึกษาเรื่องความไม่เท่าเที่ยมทางเศรษฐกิจได้ที่:
Wealth Inequality in America และ 8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย

ในช่วงวิกฤตแบบนี้คนรวยจะถูกบีบจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ราคาสินทรัพย์ก็ลดลง คนที่มีเงินน้อยกว่าก็ไม่พอใจกลุ่มคนรวยเหล่านี้ กลุ่มคนรวยก็ไม่พอใจที่ถูกบีบและถูกเพิ่มภาษีเช่นกัน
ถ้าหากไม่มีการควบคุมที่ดี อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคม ไม่ใช่แค่เพียงความวุ่นวายภายในประเทศ แต่อาจเกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างประเทศ นั่นคือระหว่างประเทศที่กู้ยืมเงินและประเทศที่ให้กู้ยืมนั่นเอง ความวุ่นวายนี้อาจส่งผลรุนแรงและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

อันที่จริงแล้ว ต้นตอของวิกฤตนี้เกิดจากการสูญหายไปของเครดิต เมื่อเครดิตที่ทุกคนมีหายไป ทำให้เหลือแต่เงิน ซึ่งไม่เพียงพอ ทุกคนต่างต้องการเงินมาใช้จ่าย และธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินได้

11. ลดหนี้ : พิมพ์เงิน 

4way

หลังจากที่ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยจนเป็น 0% แล้ว สิ่งที่ทำถัดไปคือการพิมพ์เงิน
ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินออกมาใช้ง่ายๆ เลยครับ เงินที่พิมพ์ออกมาจะนำมาใช้ซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและพันธบัตรรัฐบาล
การพิมพ์เงินมาซื้อสินทรัพย์และพันธบัตรนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี 1933 และวิกฤตเศรษฐกิจล่าสุดปี 2008 รวมทั้งอังกฤษและในยุโรปก็ทำในลักษณะเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย, การปรับโครงสร้างหนี้ และการกระจายความมั่งคั่ง ทั้ง 3 วิธีก่อให้เกิดภาวะเงินฝืด แต่การพิมพ์เงินไปซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางนี้เป็นวิธีที่ทำให้เงินเฟ้อ ช่วยเพิ่มราคาให้สินทรัพย์และทำให้คนที่ครอบครองสินทรัพย์กลับมาอยู่สถานะที่สามารถกู้เงินได้อีกครั้ง (Creditworthy)

และด้วยการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและธนาคารกลาง จะสามารถช่วยคนที่ไม่มีสินทรัพย์ได้ โดยการใช้เงินที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล
รัฐบาลเองจะมีเงินมาใช้จ่าย นำไปทำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการสนับสนุนการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ และการสนับสนุนเงินให้แก่ผู้ว่างงาน
เมื่อทุกคนมีรายรับมากขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาล จะทำให้ปัญหาหนี้สินที่มีบรรเทาลง

สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ทำให้คำว่า QE (ย่อมาจาก Quantitative Easing) เป็นที่รู้จัก
มันก็คือนโยบายในการพิมพ์เงินเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินและพันธบัตรรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน แบบที่ได้อธิบายให้ฟังข้างบนนี่แหละ ต่อจากนี้เมื่อได้ยินข่าว FED (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ปรับลดปรับเพิ่ม QE คงจะเข้าใจมากขึ้นมันเป็นสัญญาณบงบ่อกว่าเศรษฐกิจกำลังดำเนินไปทิศทางใด

ทั้ง 4 วิธีที่พูดถึงนี้ 3 วิธีเป็นวิธีที่ทำให้เงินฝืด (Deflationary) และ 1 วิธีทำให้เงินเฟ้อ (Inflationary) การแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ไม่มีทางออกแค่ทางเดียว แต่ต้องใช้ทั้ง 4 ทางประกอบกัน เพื่อทำให้ภาวะเงินอยู่ในสมดุล ไม่ฝืดและไม่เฟ้อ
นั่นแหละจะทำให้เกิดภาวะที่ Ray Dalio ใช้คำว่า A Beautiful Deleveraging คือ การลดหนี้ได้อย่างสวยงาม

balance

แม้ว่าปัญหาหนี้สินจะทำให้เกิดความยากลำบาก แต่ถ้าสามารถจัดการกับมันอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี
หนี้สินที่มีลดลงสอดคล้องกับรายรับที่ลดลง เศรษฐกิจยังเติบโต และไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ เมื่อหนี้สินบรรเทาลง ทุกคนมีรายรับมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น เริ่มกู้ยืมเงินได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอย่างปกติอีกครั้ง

นี่แหละครับ วัฎจักรหนี้ระยะยาว 1 รอบ

11. ยังไงต่อ?

3 แรงที่มีผลต่อเศรษฐกิจ Productivity Growth (กราฟขยัน), วัฎจักรหนี้ระยะสั้น และวัฏจักรหนี้ระยะยาว เราได้เรียนรู้ไปหมดแล้ว หากย้อนกลับไปดูกราฟที่ผสมกันแล้วด้านบน การนำแรงทั้ง 3 แรงมาประกอบกันจะช่วยให้เรารู้ว่าเศรษฐกิจเพิ่งผ่านอะไรมา ตอนนี้อยู่ที่จุดไหน และกำลังจะเดินทางไปทางไหน

Image

ทุกวันนี้เรารับข่าวเศรษฐกิจมากมาย แต่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมโยงไม่ได้ว่าข้อมูลที่รับมามีความหมายอย่างไร ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

การประเมินว่า GDP หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศปีนี้จะตกต่ำหรือเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็น Productivity Growth ของประเทศ อัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางบ่งบอกว่าอยู่จุดใดของวัฎจักรหนี้ระยะสั้น หนี้สินต่อ GDP ของประเทศก็แสดงให้เห็นว่าเราอยู่ที่จุดไหนของวัฎจักรหนี้ระยะยาว ประกอบกับอัตราว่าจ้างงาน อัตราคนว่างงานก็เป็นตัวชี้วัดได้เหมือนกัน
ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ ถ้าหากเรารู้ว่าภาพรวมมันคือภาพอะไร เราก็สามารถเอามาต่อกันได้ไม่ยาก

เรายังสามารถประเมินอะไรได้อีกหลายๆ อย่าง ทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น
โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ต้องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท นั้นเหมาะสมหรือไม่
หลังจากรู้เรื่องนี้แล้ว เราสามารถเอา GDP ของประเทศมาเปรียบเทียบ ดูว่าหนี้เทียบกับ GDP มีจำนวนมากน้อยเพียงใด เปรียบเทียบกับหนี้ของประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ก็คงเป็นตัวช่วยที่ทำให้สามารถประเมินอะไรได้มากขึ้น สรุปโครงการว่ามันเหมาะสมหรือไม่อย่างมีเหตุมีผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มากขึ้น
การแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างมีเหตุผล อ้างอิงหลักวิชาการอย่างถูกต้อง เป็นสิ่งที่บ้านเมืองเราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ครับ

แล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในหุ้น เก็งกำไรจากสินทรัพย์จำพวกบ้านหรือที่ดิน ด้วยความเข้าใจเศรษฐกิจนี้ คงเป็นประโยชน์ในการประเมินสถานการณ์ในอนาคตไม่น้อย และช่วยให้ขยับตัวได้ทัน เมื่อได้รับข่าวที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ

ray

สุดท้ายนี้ Ray Dalio อาจารย์ของเรา ฝากกฎไว้ 3 ข้อให้เราใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
1. อย่าให้หนี้พอกพูนเร็วกว่ารายรับ
2. อย่าให้รายรับโตเร็วกว่ากำลังผลิต (Productivity) อธิบายเพิ่มเติมคือ เศรษฐกิจที่ดีจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างรายรับกับการทำงาน เราควรจะมีรายรับมากเมื่อทำงานมาก เศรษฐกิจสามารถเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อได้ถ้าหากรายรับเรามีมากขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานเพิ่มเลย
3. ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อเพิ่มกำลังผลิต (Productivity) ของคุณ เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ให้ผลในระยะยาว

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคนทั้ง 3 ตอน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ฝากแบ่งปันเนื้อหานี้ให้ไปถึงคนอื่นๆ มาก ผ่าน facebook หรือ social network อื่นๆ 
ใครที่อยากอ่านฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่นี่
Ray Dalio:How the Economic Machine Works [PDF] 

ขอบคุณรูปภาพจากคลิป
How the Economic Machine Works และ Business Insider
รวมถึงหนังสือประกอบ A Random Walk Down Wall Street โดย Burton G. Malkiel 

อย่าลืมกด Like page คุณต้องรู้เรื่องนี้ที่แถบทางขวามือ หรือตามลิงค์ข้างล่างนี้
Facebook Page: คุณต้องรู้เรื่องนี้
ไว้เจอกันใหม่คอลั่มน์หน้าครับ

Advertisements

One thought on “เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 3 (จบ)

  1. Pingback: เข้าใจเศรษฐกิจแบบภาษาคน ตอนที่ 2 | You Must Know This

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s